เวลาหยิบไวน์สักขวด หลายคนดูแค่สี ราคา หรือประเทศผลิต แต่จริง ๆ แล้ว ระดับความหวานของไวน์ เป็นตัวแปรที่เปลี่ยนความรู้สึกตอนดื่มชัดกว่าที่คิด ขวดเดียวกันถ้าหวานต่างกันนิดเดียว รสจะเปลี่ยนตั้งแต่ความนุ่ม ความสด ไปจนถึงความเข้ากับอาหารเลยนะ
เรื่องนี้สำคัญกับการเลือกทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว แชมเปญ และไวน์สปาร์คกลิ้งด้วย เพราะแต่ละกลุ่มมีภาษาบนฉลากไม่เหมือนกัน บางขวดเขียนว่า dry บางขวดเขียนว่า brut หรือ semi sweet ถ้าอ่านไม่ออกก็มีโอกาสเลือกผิดง่ายมาก โดยเฉพาะเวลาซื้อไว้สำหรับมื้อพิเศษหรือซื้อหลายขวดไปใช้ในงาน
ถ้าเข้าใจหลักของความหวาน คุณจะเดาแนวรสได้ดีขึ้นจากฉลากก่อนซื้อ และคุยกับร้านได้แม่นขึ้นด้วย บางทีแค่รู้คำไม่กี่คำก็ช่วยตัดตัวเลือกได้เยอะกว่าการลองสุ่มนะ
ระดับความหวานของไวน์แบ่งกันยังไงบ้าง


ถ้าพูดแบบง่ายที่สุด ระดับความหวานของไวน์คือช่วงตั้งแต่แห้งมากไปจนถึงหวานมาก จุดที่คนมักพลาดคือคิดว่าไวน์แห้งต้องไม่มีน้ำตาลเลย ซึ่งไม่จริง ไวน์ส่วนใหญ่ยังมีน้ำตาลคงเหลืออยู่ เพียงแต่มีน้อยจนลิ้นรับรู้ว่าไม่หวาน
ไวน์แห้งคืออะไรและทำไมคนชอบสับสน
ไวน์แห้ง หรือ dry คือไวน์ที่น้ำตาลคงเหลือน้อยมากจนความหวานไม่เด่น ขวดประเภทนี้มักทำให้คนรู้สึกว่า “ฝาด” หรือ “คม” มากกว่าหวาน โดยเฉพาะไวน์แดงที่มีแทนนินสูง รสจะยิ่งชัดว่าหวานน้อย ทั้งที่จริงยังมีน้ำตาลเหลืออยู่บ้าง
ความสับสนเกิดจากคนเอาคำว่าแห้งไปแปลตรงตัวว่าไม่มีน้ำตาลเลย แต่ในทางปฏิบัติไวน์แห้งยังมีความซับซ้อนของกลิ่นผลไม้และกรดอยู่ เช่น ไวน์ขาวแห้งสไตล์ Sauvignon Blanc อาจมีกลิ่นผลไม้ชัดจนบางคนเผลอคิดว่าหวาน ทั้งที่ระดับน้ำตาลจริงค่อนข้างต่ำ
off dry medium sweet และ sweet ต่างกันตรงไหน
กลุ่ม off dry คือกึ่งแห้ง มีหวานนิด ๆ พอให้รู้สึกกลมขึ้น ไม่คมเท่า dry เหมาะกับคนที่ไม่ชอบไวน์ที่แห้งจัด ส่วน medium sweet คือหวานระดับกลาง รสหวานเริ่มเด่นชัดขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้นของหวาน ส่วน sweet คือหวานชัด เหมาะกับไวน์ที่ตั้งใจให้จบด้วยความหวาน เช่น ไวน์บางสไตล์สำหรับจับคู่ของหวาน
เวลาชิมจริง ลำดับนี้ช่วยได้มากนะ ลองนึกเป็นบันไดจากไม่หวาน ไปหวานนิด หวานกลาง และหวานมาก จะเข้าใจง่ายกว่าการจำตัวเลขอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น คนที่เพิ่งเริ่มดื่มมักเริ่มจาก off dry ก่อน แล้วค่อยขยับไป dry เพื่อให้ลิ้นคุ้นกับความแห้งทีละขั้น
residual sugar คืออะไร ทำไมไม่ใช่แค่หวานหรือไม่หวาน
Residual sugar คือปริมาณน้ำตาลที่เหลือหลังการหมัก เป็นตัวเลขเทคนิคที่อยู่เบื้องหลังคำว่า dry หรือ sweet แต่ไม่ได้แปลตรง ๆ เสมอไปว่าลิ้นจะรับรู้เท่ากัน เพราะกรด แอลกอฮอล์ และกลิ่นผลไม้มีผลต่อการรับรสด้วย
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะไวน์ที่น้ำตาลคงเหลือใกล้กัน อาจให้ความรู้สึกหวานต่างกันได้ เช่น ถ้ากรดสูง รสจะดูสดและแห้งขึ้น ถ้าแอลกอฮอล์สูงและกลิ่นผลไม้สุกจัด รสอาจดูหวานขึ้นแม้น้ำตาลไม่สูง ดังนั้นการอ่านระดับความหวานของไวน์ควรมองเป็นสเปกตรัม ไม่ใช่ตัดสินแค่หวานหรือไม่หวาน
อะไรทำให้ไวน์แต่ละขวดหวานไม่เท่ากัน
ความหวานของไวน์ไม่ได้เกิดจากน้ำตาลอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่สวนองุ่นไปจนถึงการหมักเลย องุ่นที่สุกมากย่อมมีน้ำตาลตั้งต้นสูงกว่า พอหมักแล้วก็มีโอกาสเหลือน้ำตาลมากขึ้นถ้าผู้ผลิตหยุดการหมักไว้ก่อน
ปัจจัยหลักคือชนิดองุ่น ความสุกตอนเก็บเกี่ยว ระยะเวลาหมัก และเทคนิคการทำไวน์ ถ้าหมักจนยีสต์กินน้ำตาลเกือบหมด ไวน์จะออกแห้ง แต่ถ้าหยุดหมักเร็วด้วยความเย็นหรือวิธีอื่น น้ำตาลจะเหลือมากกว่าเดิม ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือไวน์หวานสไตล์ dessert wine ที่ตั้งใจเก็บความหวานไว้ตั้งแต่ต้น
อีกจุดที่คนมองข้ามคือความรู้สึกหวานไม่ได้เท่ากับน้ำตาลจริงเสมอไป ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงอาจให้ความรู้สึกร้อนและหวานขึ้นนิด ๆ ในขณะที่กรดสูงจะดึงให้รสดูแห้งและคมขึ้น ส่วนแทนนินในไวน์แดงทำให้ลิ้นรับหวานน้อยลง เหมือนปากโดนดึงให้ไปทางฝาดมากกว่าหวาน ดังนั้นขวดเดียวกันถ้าเปลี่ยนสัดส่วนกรดและแทนนิน ความหวานที่รับรู้ก็เปลี่ยนได้เหมือนกัน
อ่านฉลากไวน์ยังไงให้เดาความหวานได้แม่น


ฉลากคือแหล่งข้อมูลที่ช่วยเดาระดับความหวานของไวน์ได้ดี ถ้าอ่านคำให้เป็น คุณจะลดการซื้อผิดไปได้เยอะ โดยเฉพาะเวลาซื้อออนไลน์หรือเลือกจากโกดังไวน์ที่มีหลายสไตล์ให้เปรียบเทียบ
คำบนฉลากที่มักบอกแนวหวานหรือแห้ง
คำที่เจอบ่อยคือ dry semi dry off dry fruity late harvest และ sweet ถ้าเห็น dry มักแปลว่าแห้ง แต่ถ้าเจอ fruity ต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะบางครั้งไม่ได้หมายถึงหวานจริง แค่กลิ่นผลไม้ชัดจนชวนคิดว่าหวาน
late harvest เป็นอีกคำที่ควรรู้ เพราะหมายถึงเก็บองุ่นช้ากว่าปกติ ทำให้มีน้ำตาลสูงและมักให้ไวน์หวานกว่าสไตล์ทั่วไป ตัวอย่างเช่นไวน์ของหวานจากองุ่นเก็บปลายฤดูจะมีกลิ่นเข้มและปลายหวานยาวกว่าดรายไวน์ที่เอาไว้ดื่มกับอาหาร
ประเทศและสไตล์ไวน์ที่ช่วยเดาระดับความหวานได้
ไวน์จากบางประเทศหรือบางสไตล์มักมีแนวหวานต่างกันพอสมควร เช่น ไวน์ขาวเยอรมันบางแบบมักมีตั้งแต่แห้งไปถึงหวานจัด ส่วนสปาร์คกลิ้งฝรั่งเศสจะใช้คำอย่าง brut เพื่อบอกว่าแห้งมาก ในขณะที่แบบ doux จะหวานกว่า ข้อนี้ช่วยมากเวลาคุณอ่านฉลากแล้วไม่เห็นคำว่า sweet ตรง ๆ
ไวน์แดงจำนวนมากมักออกแห้งมากกว่าไวน์ขาว แต่ก็มีข้อยกเว้นตามพันธุ์และสไตล์ ถ้าเจอไวน์แดงที่บอกว่ามีความ fruity สูง อย่ารีบสรุปว่าหวาน เพราะบางทีเป็นแค่กลิ่นเชอร์รี่หรือเบอร์รี่เด่นเท่านั้น
ปีผลิตและพันธุ์องุ่นมีผลต่อรสหวานไหม
ปีผลิตมีผลทางอ้อมมากกว่าตรง ๆ ถ้าปีนั้นอากาศอุ่นและองุ่นสุกจัด ไวน์อาจให้ความรู้สึกกลมและหวานขึ้นเล็กน้อย ส่วนพันธุ์องุ่นก็มีผล เพราะบางพันธุ์ให้กลิ่นผลไม้ชัดและกรดต่ำกว่าพันธุ์อื่น จึงดูหวานกว่าแม้น้ำตาลจริงไม่สูง
ถ้าคุณซื้อไวน์ครั้งแรก วิธีที่ปลอดภัยคือดู 3 อย่างพร้อมกัน คือคำบนฉลาก แหล่งผลิต และสไตล์ของไวน์ อย่าดูคำเดียวแล้วตัดสิน เพราะฉลากบางขวดตั้งใจใช้คำการตลาดที่ฟังนุ่ม แต่ไม่ได้บอกความหวานจริงทั้งหมด
ระดับความหวานของไวน์กับอาหารและโอกาสดื่มที่เหมาะ
การจับคู่ไวน์กับอาหารดูจากความหวานเป็นหลักได้เลย ไวน์แห้งเข้ากับอาหารคาวที่มีไขมันหรือรสจัด เพราะความแห้งช่วยตัดเลี่ยน ส่วนไวน์หวานเหมาะกับของหวานหรืออาหารที่เผ็ดนิด ๆ เพราะความหวานช่วยบาลานซ์รสแรงได้ดี
กับ ไวน์แดง มักเริ่มจาก dry ก่อน ถ้าเป็นเนื้อย่างหรืออาหารรสเข้มจะไปกันง่าย ส่วน ไวน์ขาว มีพื้นที่กว้างกว่า ตั้งแต่แห้งสดไปจนถึงกึ่งหวาน ถ้าเป็นอาหารซีฟู้ดหรือเมนูครีม ไวน์ขาวที่ไม่หวานจัดจะคุมรสได้ดีกว่า สำหรับ แชมเปญ และ ไวน์สปาร์คกลิ้ง ต้องสังเกตคำกำกับอย่าง brut extra dry หรือ demi sec เพราะชื่ออาจชวนสับสน บางครั้ง brut ออกแห้งกว่า extra dry ด้วยซ้ำ
โอกาสพิเศษก็มีผลนะ ถ้าเป็นมื้ออาหารยาว ๆ ไวน์แห้งมักยืดหยุ่นกว่า แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงหรืองานเฉลิมฉลอง สไตล์ที่มีความหวานนิด ๆ หรือฟองสดชื่นอาจเข้าบรรยากาศมากกว่า หลักคิดง่าย ๆ คือเริ่มจากอาหารก่อน แล้วค่อยเลือกความหวานให้รับกับเมนู ไม่ใช่เลือกจากชื่อขวดอย่างเดียว
สรุปวิธีเลือกจากระดับความหวานของไวน์แบบไม่ต้องเดา


ถ้าอยากเลือกไวน์ให้แม่น ให้จำไว้ 3 เรื่อง คือดูคำบนฉลาก ดูสไตล์ของไวน์ และดูอาหารที่กินคู่กัน ระดับความหวานของไวน์ ไม่ได้บอกแค่ว่าหวานหรือไม่หวาน แต่บอกแนวรสที่ลิ้นจะรับด้วย
จำคำอย่าง dry off dry sweet และ brut ไว้ให้ได้ แล้วคุณจะอ่านขวดไวน์ได้คล่องขึ้นมาก ถ้าต้องการลดความเสี่ยงเวลาเลือกซื้อ ลองเริ่มจากสไตล์ที่คุณคุ้น แล้วค่อยขยับไปแนวอื่นตามโอกาส จะช่วยเลือกไวน์ได้ตรงขึ้นโดยไม่ต้องเดาสุ่มนะ





